PSOdAz's profile:: ถังความคิด THINK TANK...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
March 15 ภาพที่ควรมีไว้ฝาบ้านของคนที่คิดจะทำ softwareภาพนี้เป็นภาพ classic เลยครับ เพราะมันเป็นการจำลองเหตุการจริง ว่าถ้าผู้ใช้ต้องการพัฒนาอะไรขึ้นมาซักอย่าง ที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าต้องการอะไร แล้วก็มีคนเข้ามาช่วยพัฒนามากมาย มันก็จะเป็นอย่างในภาพครับ (คนที่เป็น customer ก็ควรดูไว้นะนี่) รูปแรก เป็นความต้องการของผู้ใช้ เค้าคิดมาใกล้เคียงกับสิ่งที่เค้าเคยไปเห็นมาจากนั้นก็เสริมเติมแต่ลงไปอีก เช่นอยากให้นั่งได้หลายๆ คน แต่ก็ไม่ได้บอกตรงๆ แต่กลับบอกว่าให้มีหลายที่นั่ง เอามาซ้อนๆ กัน รูปที่สอง project leader ของเราเข้าใจผิดไปเล็กน้อยเพราะตอนแรกเค้าไม่รู้ชัดๆ ว่าจะเอาไปใช้ทำอะไร (อาจจะคิดว่าแบบนี้ก็ดีนะ พิงได้ด้วย) รูปที่สาม System Analyst ก็ฟังความมาจาก Project leader ครับ แต่เค้าพอจะรู้เรื่องเทคนิคอยู่บ้าง ก็จัดการแก้ปัญหาเลย รูปที่สี่ Programmer จอมขี้เกรียจครับมีความรู้อยู่บ้างก็ปรับเปลี่ยนซะเลย รูปที่ห้า Consult เค้ารู้ว่าจริงๆควรเป็นอย่างไร แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรต่อยอดจากสิ่งที่ตัวเองเคยเห็นมา ก็เอาสิ่งที่รู้มาประกอบร่างกัน รูปที่หก document ไม่รู้จะเขียนทำไม เขียนไปก็ไม่มีคนอ่าน รูปที่เจ็ด สิ่งที่ผู้ใช้จะได้ เนื่องจากแก้กันมาหลายตลบ เติมเข้าไปแล้วก็ตัดออก ไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็เหลือแค่แกน รูปที่แปด สิ่งที่ผู้ใช้ต้องจ่าย ทั้งค่าที่ปรึกษา ค่าแก้ไข ค่าอุปกรณ์ และสำคัญที่สุดค่าหมอ (รักษาอาการทางจิต) รูปที่เก้า ถ้าโครงการทำมาไม่ชัด ก็ไม่อยากมีคนทำมันต่อ ก็จะมี support เท่าที่พอจะมีได้ตามที่ตกลงกัน แต่เนื่องจากไม่มีคนใช้ มันก็ไม่ต้องการ support อยู่แล้ว รูปที่สิบ ผมคิดว่าภาพที่ชัดๆ แบบนี้ควรอยู่ในใจของทุกคนตั้งแต่ต้น โครงการที่ดีไม่ใช่ต้องคุยให้มากอย่างเดียว แต่ต้องคิดให้หนักด้วยว่าทำแค่ไหนถึงจะไม่มากไป และเก็บความต้องการของผู้ใช้ให้ครบ (ลูกค้าไม่ได้คาดหวังมากอย่างที่เราคิด) อยากบอกว่าแม้แต่โครงการใหญ่ๆ ที่มีคนเก่งๆ ช่วยกันทำก็มีปัญหานี้เหมือนกัน คัดลอกจาก : http://www.thaimacdev.com/node/79 February 07 :: SQL - Injection (ความรู้เก่าๆๆเอามาเล่าใหม่) ::กล่าวโดยรวมนะครับ :: หมายเลข ISBN ขนาด 10 ของหนังสือ :: หนังสือที่พิมพ์กันทั้งหลายในโลกนี้จะมีหมายเลข ISBN ขนาด 10 หลัก ตัวอย่างเช่น February 06 เรือง :: CHOMD ที่ควรรู้จักมีหลายท่านสอบถามมาว่า พี่ ผม D/L โปรแกรมไป เขาบอกว่าต้องเปลี่ยนค่า CHMOD เป็น 755 กับไฟล์ก่อน ไม่ทราบว่า CHMOD คืออะไร วันนี้ผมจะมาอธิบายให้ฟัง กับบทความนี้นะครับ
Execute คือ การสั่งให้ทำงาน Write คือ การเขียนFile หรือ Directory Read คือ การอ่าน File หรือ Directory
:: มาดูวิธีเช็ค ว่า (เขามั่วรหัสประชาชนรึเปล่า?) ::หมอดู แม่นมั่กๆ สามารถทำนายรหัสประชาชนหลักที่ 13 จาก รหัสประชาชน 12 หลักแรกได้ครับ รหัสประจำตัวประชาชน (ขอเรียกสั้นๆว่า รหัสประชาชน) ที่เราจะมาตรวจกันวันนี้เป็นรหัสประชาชน ของคนไทยนะครับ ก่อนอื่น ให้เพื่อนๆ หยิบบัตรประชาชนของเพื่อนๆ ขึ้นมาดูกันเลยครับ รหัสประจำตัวของเราจะอยู่ในรูป x-xxxx-xxxxx-xx-x (เลข 13 หลัก) ใช่มั้ยครับ แต่เพื่อนๆ รู้ป่ะว่า จริงๆแล้ว รหัสประจำตัวของเราเนี่ย จริงๆ แล้วมีแค่ 12 หลักเท่านั้น (12 หลักแรก) แต่เลขตัวสุดท้ายเนี่ย เป็น Check Digit ครับ Check Digit คืออะไรหนอ? Check Digit เป็นตัวเลข 1 หลัก ที่เกิดจากการนำเลขหลักอื่นๆ มา บวก ลบ คูณ หาร กัน และ Check Digit นี่หละครับ จะช่วยให้เราตรวจสอบในเบื้องต้นได้ว่า ข้อมูลที่กรอกมาถูกต้องรึเปล่า เวลาเราจะตรวจสอบว่าข้อมูลที่กรอกมาถูกต้องรึเปล่า เราจะคำนวณ Check Digit จากเลขหลักอื่นๆ เพื่อเปรียบเทียบกับ Check Digit ที่เขากรอกมาว่าตรงกันมั้ย ถ้าตรงกันก็แสดงว่าข้อมูลถูกต้องไม่ผิด ไม่มั่ว แต่ถ้าไม่ตรงกัน ก็แปลว่า ข้อมูลที่กรอกมามีข้อมูลซักหลัก หรือ สองหลักที่ผิด เราก็สามารถเตือนให้ผู้ใช้ทราบและกรอกใหม่ อีกครั้งได้ เอ้า มาลองคำนวณ Check Digit ของรหัสประชาชนเรากันดีกว่า ขอยกตัวอย่างรหัสประชาชนนี้ละกันครับ 1-2015-41462-23-4 ไหน ตอบหน่อยซิ ว่า Check Digit ของรหัสประชาชนนี้คือเลขอะไรคร้าบ.......
โอ้โห....มหัศจรรย์มาก ยอดเยี่ยมกระเทียมดอง เลขที่ได้ตรงกับเลขหลักที่ 13 ด้วยแหละ...ถ้าไม่เชื่อก็เอาเลขบัตรประชาชนตัวเองมาคำนวณดูสิครับ ผมคิดว่าหลายๆ คนคงมีคำถามในใจแล้วหละว่า ทำไมต้องเอามาคูณ 13 ทำไมต้องเอามา บวกกัน ทำไมต้องเอามา mod 11 คำตอบที่ผมให้ได้ก็คือ มันคือวิธีที่ถูกเลือกใช้ในการคำนวณ Check Digit ให้กับรหัสประชาชนครับ แต่ถ้าเราจะคำนวณ Check Digit ให้กับรหัสสินค้า หรือ ISBN ของหนังสือ เราก็ต้องใช้วิธีการคำนวณ ที่แตกต่างกันออกไปครับ ในเมื่อรู้วิธีแล้ว เรามาเขียนโปรแกรมตรวจสอบกันดีกว่าผมเขียนไว้ให้หลายภาษาเหมือนกัน ให้เพื่อนๆ เลือกใช้ได้ตามสะดวกนะครับ <form action="?" method="get"> รหัสประจำตัวประชาชน : สรุป
Copyright © 2004-2005 Siamdev.Net Developers Team :: Domain Extension ::รวบรวม นามสกุล(extension)ต่างๆ ของแต่ละประเทศ เอามาฝาก ว่าของใครมาจากประเทศไหนบ้าง
:: วิธีการลบหรือยกเลิก Password ใน BIOS เมื่อลืมหรือไม่ทราบ ::โดยปกติแล้ว หากใช้เครื่องคอมพิวเตอร์คนเดียว ก็คงไม่มีความจำเป็นต้องตั้ง Password สำหรับเข้าไป Setup BIOS หรือเปิดเครื่อง แต่ถ้าหากได้เคยตั้งไว้แล้วลืม หรือได้เมนบอร์ดมาโดยที่มีการตั้ง Password ไว้และไม่รู้ว่าใช้ Password อะไร ก็มีวิธีการที่จะ Reset หรือ Clere Password ซึ่งอาจจะต้องลองหลาย ๆ วิธีดูนะครับเท่าที่ได้รวบรวมมาดังนี้ ถ้าคุณไม่ได้ตั้ง password เอง ให้ลองใช้ Default Password เหล่านี้ดูก่อน เพราะอาจจะเป็น password ที่ตั้งมาตั้งแต่แรกก็ได้ (Case Sensitive)
ทำการ Reset โดยการ Clear CMOS ดังนี้
ทำการถอดแบตเตอรี่ของ CMOS ออก ถ้าหากไม่สามารถหา jumper สำหรับ Reset CMOS ได้อาจจะมีอีกวิธี คือทำการถอดแบตเตอรี่ของ CMOS ออกสัก 5 นาทีแล้วก็ใส่เข้าไปใหม่ จะเป็นการตั้งค่าทุกอย่างของ BIOS กลับไปเป็น Default ได้ แต่เมนบอร์ดบางรุ่น จะยังมี Password อยู่โดยจะเป็น Default Password ตามด้านบนนะครับ หลังจากใส่แบตเตอรี่แล้วก็ถ้ายังถาม Password อีกให้ลองใส่ Default Password ข้างบนดู ใช้โปรแกรม Reset CMOS เพื่อทำการลบ password โดยการใช้โปรแกรม มาทำการรัน เพื่อลบ password ซึ่งวิธีนี้ผมเองก็ยังไม่เคยใช้ ถ้าหากไม่มีวิธีอื่น ๆ แล้วก็ลองกันดูครับ ตัวโปรแกรมที่ว่าเคยเห็นจาก http://www.thaiware.com ครับ ใช้โปรแกรม CMOSPWD สำหรับการดู password ที่ตั้งไว้ โดยการใช้โปรแกรม CMOSPWD มารันใน DOS Mode ซึ่งจะทำให้เราเห็นข้อมูลของ password ได้ แต่ต้องทราบรุ่นของ bios ที่ใช้งานด้วยนะครับ ตัวโปรแกรมนี้หาได้ที่ http://www.tweakfiles.com ครับ ใช้ debug ในการลบ password อีกวิธีหนึ่งครับ โดยการเรียกโปรแกรม debug ที่จะมีอยู่ใน DOS และสั่งคำสั่งต่าง ๆ โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. บูตเครื่องโดยให้เข้าที่ DOS Mode โดยการกด Ctrl ค้างขณะบูต และเลือกเข้า DOS Prompt Credit :: www.com-th.net :: ติดตั้ง WebServer 2 Service ในWindows ::
Service ในที่นี้คือ การเปิด Service ให้ WebServer ทำงาน :: Hello..!! Robot :: เครื่องมือ Search Engine ที่แสนฉลาด กับการป้องกันข้อมูล ที่เป็นส่วนตัว :: Adobe Photoshop CS2 Thumbnails PSD File in Windows Explorer ::So where did the Adobe Photoshop CS2 Thumbnails in Windows Explorer go? They simply disappeared! Well actually CS2 no longer supports thumbnail .PSD files in Windows anymore. But using the instuctions below, you can get them back in no time
:: CD File System มาตรฐานการจัดเก็บชื่อไฟล์ ในรูปแบบต่างๆ ::ISO-9660 (ข้อมูลจาก http://network.yru.ac.th/modules.php?name=News&file=article&sid=64 ) :: Virtual Directory ::คือการสร้าง Alias หรือเส้นทางลัด URL ใน Browser โดยไม่มี Directory จริง ที่อยู่ภายใต้ Credit :: www.canot.info :: ปรับแต่ง phpMyAdmin ::
:: RAID:Redundant Array of Independent Disks :: ในปี 1987 Patterson, Gibson และ Katz ซึ่งทำงานที่ University of California Berkeley ได้พิมพ์บทความเกี่ยวกับ A Case for Redundant Arrays of Inexpensive Disks (RAID) โดยเอกสารนี้ได้บรรยายถึงชนิดของดิสก์อะเรย์ประเภทต่างๆ โดยเรียกชื่อย่อๆว่า RAID หลักการพื้นฐานของ RAID มาจากแนวคิดที่ว่า เมื่อเอาดิสก์ที่มีความจุน้อยหลายๆตัวมารวมกัน ประสิทธิภาพที่ได้จากการใช้งานจะมากกว่าใช้ดิสก์ขนาดใหญ่เพียงตัวเดียว โดยเมื่อเอาดิสก์มารวมกันแล้ว คอมพิวเตอร์จะต้องเห็นว่าเป็นดิสก์ขนาดใหญ่ตัวเดียว (เป็น Logical Drive) RAID 0 Block Striping คือ แทนที่ข้อมูลชุดหนึ่งจะถูกเขียนลงในฮาร์ดดิสก์เพียงตัวเดียว ก็จะถูกแบ่งกระจายออกเป็นบล๊อค แล้วก็เขียนลงไปในฮาร์ดดิสก์หลายๆตัว ประสิทธิภาพของดิสก์ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่มีระบบ "เผื่อเสีย" ถ้าดิสก์เสียเพียงลูกเดียว ข้อมูลก็หาย ระบบนี้ ใช้ ดิสก์ อย่างน้อย 2 ลูก RAID 1
RAID 1 Disk Mirrior "ดิสก์กระจกเงา" เป็นฮาร์ดดิสก์สองชุด ที่เป็นเสมือน "เงา" ของกันและกัน การทำงานก็คือ เห็นเป็น Logical Drive เดียวกัน แต่ตัวไดรฟ์ที่ใช้งานคนละไดรฟ์ เวลาข้อมูลถูกเขียน ก็จะเขียนลงทั้งสองไดรฟ์เหมือนๆ กัน ถ้าตัวหนึ่งเกิดพังไป อีกตัวหนึ่งก็ยังทำงานได้เหมือนเดิม ข้อเสียของ Disk Mirror คือ ลดประสิทธิภาพของการเขียน-ลงไปมาก เพราะต้องเขียนทั้งสองตัว (เวลาอ่านเพียงตัวเดียว) ราคาแพงเพราะต้องซื้อมาเผื่อไว้อีกชุดหนึ่ง ความเหมาะสมในการใช้งาน เหมาะสมกับระบบงานที่ต้องการความมั่นคงข้อมูลสูงเช่น ระบบบัญชี การเงิน ระบบเงินเดือน ระบบประเภท Online Transaction และระบบที่มีการเข้าถึงข้อมูลแบบสุ่ม โดยที่ขนาดของข้อมูลไม่ใหญ่นัก การ "เผื่อเสีย" ดีมาก แต่ประสิทธิภาพแไม่ดีนัก ราคาก็แพงอีก ระบบนี้ ใช้ Disk อย่างน้อย 2 ลูก
ข้อมูลจะถูก stripe ไปยังดิสก์หลายๆ ตัวในระดับ bit และจะใช้ Hamming Code ECC เป็นเทคนิคสำหรับใช้ทำ error correction โดยจะต้องใช้ดิสก์หนึ่งตัวหรือมากกว่าเป็นที่สำหรับเก็บ Hamming Code ECC นี้ สำหรับการทำงานของ RAID-2 เมื่อมีการเขียนข้อมูลลงในดิสก์ RAID-2 จะคำนวณ ECC ของข้อมูลที่อยู่ใน stripe เดียวกันและเก็บลงใน ECC ดิสก์ ในกรณีที่มีดิสก์ที่เก็บข้อมูลเกิดความเสียหาย RAID ก็จะทำการ recover ข้อมูลได้ด้วยการ rebuild ข้อมูลในดิสก์ตัวที่เสียไปขึ้นมาใหม่จาก ECC ระบบนี้ต้องใช้ ดิสก์เก็บ Hamming Code จำนวนมาก ใกล้เคียงกับ RAID 2 จึงไม่มีใช้ในแง่ธุรกิจ
RAID 3 "Block strip with dedicated parity" เทียบกับ RAID 0 ก็คือ มีการแบ่งเป็น Block เพื่อเขียนลงในไดรฟ์แต่ละตัว แต่ที่เพิ่มมาก็คือ dedicated parity คือ นอกจากเพิ่มประสิทธิภาพแล้ว ยังมีระบบ "เผื่อเสีย" อีก ซึ่งจะใช้ดิสก์ตัวหนึ่งทำ Parity Disk เลย ถ้าหากมีดิสก์ตัวใดตัวหนึ่งเสีย ก็จะดึงข้อมูลจาก Parity Disk นั้นได้ ประสิทธิภาพของ RAID 3 ? ยังไม่ดีนัก เพราะการเขียนข้อมูลนั้นเขียนแบบเรียงลำดับ ระหว่าง Logical Drive ในแต่ละ Physical Drive ไม่ได้เขียนทีละหลายๆไดรฟ์ นอกจากนี้ ทุกๆ ครั้งที่มีการเขียนข้อมูลลงในไดรฟ์ใดก็ตาม จะต้องมีการปรับปรุง (เขียน) ข้อมูลใน Parity Disk ซึ่งต้องเสียเวลาในการคำนวณและการเขียนด้วย ระบบนี้ ใช้ Disk อย่างน้อย 3 ลูก
RAID 4 “Independent Data disks with shared Parity disk “ เนื่องจาก RAID-3 มีปัญหาในการอ่านและเขียน file เล็กๆ ดังนั้นจึงได้มีการพัฒนา RAID-4 ขึ้นมาโดยปรับปรุง RAID-3 ใหม่โดยเปลี่ยนแปลงการเขียนใหม่จากการเขียนแบบขนานพร้อมกันหมด เป็นการเขียนแบบไม่ขึ้นต่อกันของ disk และเปลี่ยนจากการ access ทีละ bit เป็น block แทน โดยที่แต่ละ block จะมีขนาด 4 - 64 KB นอกเหนือจากนี้ยังคงเหมือน RAID-3 คือใช้ parity disk เพียง 1 ตัวและกระจายข้อมูลในทุก disk ซึ่งการเขียนทีละ block นี้จะช่วยแก้ปัญหา file เล็กๆได้คือ ไม่ต้อง อ่านเขียนข้อมูลพร้อมกันหมดทุก disk และสามารถ อ่านและเขียนข้อมูลใน disk ที่ไม่ได้ทำงานได้อีก RAID-4 ยังคงมีปัญหาในการเขียนเช่นเดียวกับใน RAID-3 RAID-4 จะให้เนื้อที่ในการเก็บข้อมูลเป็น n-1 disk (n คือจำนวน disk ทั้งหมด ) ยังมีปัญหาการ Write ข้อมูลยังต้องรอ Parity Disk ไม่เป็นที่นิยมใช้ RAID 5
RAID 5 "Multiple Blocking with distributed parity" หมายถึงการทำบล๊อกของข้อมูลหลายๆ บล๊อกแล้วก็จัดการส่งไปเขียนลงไปหลายๆ ไดรฟ์ ในส่วนของการ "เผื่อเสีย" ก็มีการจัดเก็บ Parity ไว้ในหลายๆ ไดรฟ์อีก ถ้ามองที่การ "เผื่อเสีย" ก็เหมือนกับ RAID 3 นั้น ที่แตกต่างก็คือ เก็บ Parity ไว้ในหลายๆ ไดรฟ์ โดยมีข้อแม้ว่า ตัวข้อมูลเอง และตัวตรวจสอบ Parity นั้นจะต้องไม่ถูกเก็บไว้ในดิสก์ตัวเดียวกัน! เพราะถ้าเกิดว่าฮาร์ดดิสก์เกิดพังขึ้น ก็ยังคงใช้ Parity มาช่วยในการจัดเตรียมชุดข้อมูลขึ้นใหม่ได้ และแก้ปัญหา RAID 4 .ในการ Write ข้อมูล ระบบนี้ ใช้ Disk อย่างน้อย 3 ลูก
RAID-6 “Independent Data disks with two independent distributed parity schemes” เป็นระดับที่เพิ่มขึ้นมาใหม่จาก RAID เดิม โดยนำ RAID-5 มาเพิ่ม parity เข้าไปรวมเป็น 2 parity ซึ่งจะสามารถกู้ข้อมูลกลับคืนมาได้ถึงแม้จะมี disk เสียถึง 2 ตัวพร้อมกัน parity ทั้ง 2 แบบจะใช้ algorithm คนละแบบกัน การเพิ่ม parity เข้าไปนี้จะทำให้เปลือง disk เพิ่ม อีก 1 ลูกและยังทำให้เกิดปัญหาในการเขียนมากกว่า RAID-5 เพราะจะต้องอ่านและเขียน parity เพิ่มขึ้นอีก ดังนั้นประสิทธิภาพในการเขียนจึงต่ำมาก RAID-6 ต้องการอย่างน้อย 4 disk ในการ form RAID-6 และจะมีเนื้อที่ในการเก็บ ข้อมูล n-2 disk RAID 7
RAID 7 : “Optimized Asynchrony for High I/O Rates as well as High Data Transfer Rates” เป็นระบบเทคโนโลยีเฉพาะของ Storage Computer Corporation ใช้ embedded array control microprocessor เขียนอ่านข้อมูลผ่าน High Speed X-Bus ประสิทธิภาพเป็น 1.5 ถึง 6 เท่า ของ RAID ระดับอื่น แต่ข้อเสียคือเป็นเทคโนโลยีปิดของบริษัทเดียว บริการไม่ดีเท่าที่ควร ระยะเวลารับประกันน้อย ต้นทุนต่อ MB สูงกว่าระดับอื่นๆ ต้องมี UPS RAID 0+1
RAID 0+ 1 “: High Data Transfer Performance” เป็นการนำ Striping แบบ RAID 0 และทำ Mirror แบบ RAID 1 อีกครั้ง ทำให้Transfer ข้อมูลได้เร็ว (RAID 0) และ Reliability (RAID 1) ข้อเสียต้องลงทุนมาก เป็นข้อจำกัดในการขยายระบบงาน (Limited Scalability) ระบบนี้ต้องใช้ดิสก์อย่างน้อย 4 ลูก RAID 10
RAID 10 “Very High Reliability combined with High Performance” คือการทำ RAID-0 บน RAID-1 หรือ striping บน mirroring RAID-10 มีการสำรองข้อมูลที่สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพในการอ่านเขียนข้อมูลสูง แต่จะมีราคาแพงมากเพราะต้องใช้ดิสก์จำนวนมาก จึงเหมาะกับงานที่ต้องการประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของระบบสูง และจะต้องมีงบประมาณมากด้วย เหมาะสำหรับระบบที่ทำ RAID 1 แล้วต้องการปรับปรุงเพื่อเพิ่ม Performance ระบบนี้ต้องใช้ดิสก์อย่างน้อย 4 ลูก RAID 53
RAID 53 : “High I/O Rates and Data Transfer Performance” ระบบนี้ที่จริงควรเรียกว่า RAID 03 เพราะว่านำหลักการ Stripping ของ RAID 0 มาร่วมกับ การ Segment Parity แบบ RAID 3 เหมาะสำหรับระบบที่ทำ RAID 3 อยู้แล้วต้องการเพิ่ม Performance ระบบนี้ใช้ดิสก์อย่างน้อย 5 ลูก ส่วนประกอบของ RAID การติดตั้ง RAID สามารถทำได้ 3 วิธีดังนี้
• External Hardware RAID (SCSI-to-SCSI) การจัดการไดรฟ์เสีย คัดลอกจาก :: เทคนิค Windows & Internet Explorer ::1.ค้นหาข้อมูลใน web ที่กำลังใช้งาน 2.ปุ่มใดแทนคำสั่ง back ได้ 3.ปิด window ให้เร็วดังใจ 4.ดู address bar ว่าไปที่ไหนมาบ้าง 5.save URL ให้เร็วที่สุด 6.ส่ง web ถูกใจไปให้เพื่อน 7.เลื่อนดูหน้า web อย่างรวดเร็ว 8.อยาก save ภาพเป็น wallpaper 9.เลื่อนขึ้น-ลง ทีละนิด 10.แสดงพื้นที่บน internet Explorer ให้มากที่สุด -------------------------------------------------------------------------------- 11. คุณสามารถ เปิด Folder Desktop อย่างรวดเร็ว โดย Start -> Run พิมพ์จุด (.) ลงไปแล้วกด Enter 12. ใน IE สามารถกด Space Bar เพื่อนเลื่อนหน้า Page ลงได้ ส่วนเลื่อนขึ้นคือ Shift + Space Bar 13. ใน Windows คุณไม่สามารถ สร้าง Folder ที่ชื่อ "con" ได้ 14. ใน IE ที่ช่อง Address ปุ่ม Ctrl+Enter สามารถช่วยคุณ ในการพิมพ์ URL ได้เร็วยิ่งขึ้น 15. การกด Ctrl ค้างเอาไว้ ตอนเวลา BOOT เครื่อง จะทำให้คุณไม่พลาด Startup Menu 16. คุณสามารถปิดนาฬิกาที่ Taskbar ได้ โดยคลิกขวาที่ Task bar > Properties > เอาเครื่องหมาย Show Click ออก 17. หากคุณกด F11 ใน Windows Explorer จะช่วยให้มีการทำงานที่สะดวกขึ้น 18. ใน ICQ การส่ง Message หากคุณกด Ctrl+Enter จะสะดวก กว่าการ Click Mouse ที่ปุ่ม send 19. คุณสามารถกด F2 เพื่อ ใช้ในการเปลี่ยนชื่อ Icon ต่างๆ ได้ 20. การกด F5 ใน NotePad จะเป็นการแทรก เวลา และวันที่ ปัจจุบัน 21. การกด Windows + E จะเป็นเปิด Windows Explorer ขึ้นมา 22. เปิด System Properties อย่างรวดเร็วคือการกด Window + Pause Break 23. การย่อยทุกๆ หน้าต่างที่เปิดใช้งาน ให้ยุบไปให้หมด คือการกด Window + D ถ้าจะขยายคืนมาอีก ให้กดซ้ำ 24. การเคาะวรรคในโปรแกรม Dreamweaver คือ Shift + Ctrl + Space Bar ส่วนการเว้นบรรทัดคือ Shift + Enter 25. การลบไฟล์แบบ ไม่เก็บไว้ใน Recycle Bin คือการกด Shift + Delete 26. การกด Shift ค้างไว้ เวลาใส่แผ่น CD-Rom จะเป็นการไม่ให้มันเปิด Autorun ของแผ่น CD-Rom นั้นขึ้นมา 27. การ Restart เครื่องอย่างเร็ว คือไปที่ Start -> Shut Down... -> Restart จากนั้น ก่อนที่จะ OK ให้กด Shift ค้างเอาไว้ 28. ในระหว่างใช้ Browser คุณสามารถกดปุ่ม Space Bar เพื่อเลื่อนหน้าลง และ Shift + Space Bar เพื่อนเลื่อนหน้าขึ้นได้ :: มารู้จักหน่วยนับของระบบคอมพิวเตอร์กัน :: ชื่อ คำอ่าน ตัวย่อ ค่า(ฐาน10) แถมด้วยเรื่องวิธีการนับเมกะไบต์ของสื่อชนิดต่างๆ ครับ การนับเมกะไบต์ของผู้ผลิต RAM จะนับแบบนี้ การนับเมกะไบต์ของฮาร์ดดิสก์ทุกยี่ห้อ จะนับแบบนี้ ดังนั้นจำนวน 1 GB ของ 3 อย่างที่กล่าวมาจะเป็นแบบนี้ ดังนั้น ฮาร์ดดิสก์ 80 GB ในมุมมองของ Software ก็จะได้ แต่ HD 80 GB จริงๆ แล้วมีแค่นี้ เมื่อซอฟต์แวร์มองจะมองได้แบบนี้ ดังนั้นเวลาที่เรา FDISK ไม่ต้องสงสัยว่า HD หายไปไหน ตั้ง 5 GB :: Excel วิธีแกะ แยกแยะ และย้อนรอย ::Excel ถือเป็นเครื่องมือมหัศจรรย์ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าให้กับทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างมหาศาล จากตารางว่างเปล่าไม่มีอะไร กลับกลายมาเป็นตารางคำนวณพร้อมใช้งาน เพียงบันทึกเปลี่ยนแปลงตัวเลขใหม่ลงไป จะพบว่า Excel ช่วยคำนวณหาผลลัพธ์ที่ต้องการได้เสร็จในพริบตา แต่กว่าจะได้ผลลัพธ์ถูกต้องได้นั้น เราต้องทุ่มเทความพยายามและความอุตสาหะ สร้างสูตรผูกต่อกันไปทีละเซลล์ เริ่มจากเซลล์แรก ขยับไปทีละเซลล์ ทีละตาราง จากเดิมซึ่งเคยใช้พื้นที่ตารางไม่กี่เซลล์ กลับกลายเป็นแฟ้มงานขนาดใหญ่ ใช้พื้นที่คำนวณหลายตาราง หลาย Sheet บ้างก็ต้องส่งค่าเพื่อคำนวณข้ามแฟ้มงาน ซึ่งถ้าลองตีค่าหาต้นทุนของแต่ละแฟ้มที่เราสร้างขึ้น จะพบว่ามีมูลค่ามิใช่น้อย อย่างบางแฟ้มซึ่งลงทุนสร้างอย่างดิบดี สามารถตีค่าต้นทุนเป็นเรือนแสนหรือล้านบาทกันทีเดียว ในช่วงแรกที่เริ่มใช้ Excel สร้างงาน มักมีข้อมูลไม่มากนัก ใช้พื้นที่เซลล์ไม่กี่เซลล์ พอเปิดแฟ้มขึ้นมาก็ยังสามารถเห็นพื้นที่ตารางใช้งานในจอภาพได้สบายๆ ครั้นพอใช้งานต่อไปเรื่อยๆ เมื่อตารางที่สร้างขึ้นมีขอบเขตตารางเกินกว่าที่หน้าจอจะแสดงได้ครบทั้งหมด ผู้ที่ใช้แฟ้มงานนี้จะเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาทีละน้อย ซึ่งถ้าผู้ที่เปิดแฟ้มงานมาใช้นั้น เป็นผู้ที่สร้างแฟ้มนั้นมากับมือคงพอจะเดาออกว่าเซลล์ไหนใช้ทำอะไร แต่หากเป็นคนอื่นที่ไม่คุ้นเคยกับแฟ้มนั้นมาก่อน จะรู้สึกเหมือนเปิดแผนที่โลกกางออกมาบนโต๊ะ แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงจากเซลล์ใดก่อนดี ครั้นเวลาผ่านไปสัก 6 เดือน พอหยิบแฟ้มเดิมที่ตนเองสร้างขึ้นมากับมือเปิดขึ้นมาใช้งานอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าตนเองจะสร้างแฟ้มนั้นมาเองก็ตาม แต่มักพบว่าตัวเองจำไม่ได้เสียแล้วว่าอะไรเป็นอะไร พอคลิกดูสูตรที่ตนสร้างขึ้น อาจสงสัยขึ้นมาทีเดียวว่า ทำไมเมื่อ 6 เดือนที่แล้วมา เราจึงเลือกใช้สูตร Choose ทั้งๆที่ตอนนี้เราคิดว่าน่าจะใช้สูตร IF แทนดีกว่า แต่พอสร้างสูตร IF ลงไปก็พบว่า สูตร Choose เดิมนั่นแหละดีกว่าอยู่แล้ว ยิ่งตารางมีสูตรสลับซับซ้อนมากเท่าใด จะยิ่งสับสนสงสัยมากขึ้นเท่านั้น หลายๆคนอาจตัดสินใจสร้างแฟ้มงานใหม่ตั้งแต่ต้นเลยดีกว่า เพราะถ้าจะแกะสูตรเก่าที่ตนทำไว้ คงต้องใช้เวลานานกว่าการสร้างใหม่เสียอีก แต่ใครจะมั่นใจได้บ้างว่า แฟ้มงานที่ลงทุนสร้างขึ้นใหม่ จะให้คำตอบถูกต้องเช่นเดียวกับแฟ้มเดิมที่เคยใช้กันมาก่อน ยิ่งกว่านั้น เนื่องด้วยความหวงแหนแฟ้มงานที่ตนเสียเวลาลงทุนสร้างขึ้นเองกับมือ จึงใช้คำสั่ง Protect Sheet กับ Protect Workbook ไว้ แต่กลับกลายเป็นว่า พอพิมพ์รหัสผ่านที่ตนจำได้ลงไป ไม่สามารถ Unprotect คืนกลับมาให้ใช้งานได้อย่างเดิมเสียแล้ว อาจเป็นไปได้ว่า ตนลืมรหัสที่เคยใช้ หรือตอนที่พิมพ์รหัสเพื่อ Protect คราวก่อนนั้น เผลอพิมพ์รหัสตัวเล็กเป็นตัวใหญ่ หรือไม่ได้สังเกตว่า ขณะที่พิมพ์รหัสนั้นกำลังใช้แป้นพิมพ์ภาษาใด ตนต้องทิ้งงานที่สร้างขึ้นเองมากับมือเพียงเพราะถอดรหัสที่ป้องกันไว้ไม่ได้เพียงแค่นี้เอง ครั้นถึงคราวที่เพื่อนร่วมงานลาออกไปทำงานที่อื่น หัวหน้ามักขอให้นำแฟ้มงานของเพื่อนคนที่ลาออกไปกลับมาใช้งานต่อ นี่เป็นเพราะเสียดายเท่านั้นเอง โดยหารู้ไม่ว่า แฟ้มงานที่ตนเองนำของคนอื่นมาใช้งานต่อมีบางส่วนที่สร้างสูตรคำนวณไว้ผิด ถ้าคนที่ลาออกไปเขาจำใจต้องลาออกไปเพราะมีปัญหากับที่ทำงาน เขาอาจสร้างสูตรล่อเหยื่อไว้ก็ได้ ทำให้ช่วง 6 เดือนแรกยังคำนวณถูกต้อง ผู้ใช้งานจะได้ตายใจ แต่พอเลยระยะเวลาที่กำหนด สูตรที่เขาสร้างไว้จะเริ่มแผลงฤทธิ์ ถ้าเปิดแฟ้มของเขาขึ้นมาใช้งานในช่วงเวลา 5-6 โมงเย็น สูตรที่เขาวางยาไว้จะให้คำตอบผิดเพี้ยนไปจากเดิม ขั้นตอนการแกะแฟ้มโดยทั่วไป
วิธีถอดรหัสป้องกัน Workbook และ Sheetก่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์กันก่อนว่า แฟ้มที่เราจะนำมาถอดรหัสป้องกันนั้น ต้องเป็นแฟ้มงานของคุณเอง หรือเป็นแฟ้มที่คุณมีสิทธิ์เป็นเจ้าของตามกฎหมาย หรือเป็นแฟ้มที่เจ้าของเขาไม่หวงห้าม ซึ่งตามกฎหมายกำหนดว่า งานใดที่ผู้สร้างสรรค์ที่เป็นลูกจ้างสร้างขึ้นโดยใช้คอมพิวเตอร์ งานนั้นให้ผู้สร้างสรรค์เป็นเจ้าของ แต่เจ้าของบริษัทผู้ว่าจ้างมีสิทธิ์นำแฟ้มงานไปเผยแพร่ได้ ส่วนขอบเขตและความหมายของการนำไปเผยแพร่จะเป็นอย่างไรนั้น เห็นทีจะต้องขอความเห็นของนักกฎหมาย ซึ่งเท่าที่เห็นปฏิบัติกันนั้น ผู้ว่าจ้างมักกำหนดในสัญญาว่าจ้างกันไว้ก่อนเลยทีเดียวว่า งานใดที่พนักงานสร้างขึ้นโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ พนักงานให้สิทธิแก่บริษัทผู้ว่าจ้างมีสิทธิ์ใช้งานเช่นเดียวกับพนักงาน โปรแกรมที่ใช้ถอดรหัสป้องกันแฟ้มงานหรือที่เรียกกันว่า โปรแกรม Password Recovery นั้น ปัจจุบันเปิดให้ Download จากอินเตอร์เน็ตจากรายชื่อเว็บต่อไปนี้ นำมาใช้ถอดรหัสที่ยาว 2-3 ตัวอักษรได้ฟรี แต่ถ้ารหัสยาวกว่านั้น จำต้องจ่ายเงินซื้อโปรแกรมถอดรหัสมาใช้กัน เว็บบางแห่งจะรับบริการถอดรหัสให้โดยคิดค่าบริการเพียงเล็กน้อย อาทิเช่น
การถอดรหัสโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ระดับ กล่าวคือ
วิธีใช้ Excel Password Remover (Password.xla)
เทคนิคที่ใช้ในการกำหนดรหัสรหัสป้องกันในระดับ Workbook และ Sheet
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|